โรคเส้นประสาทผิดปกติจากเบาหวาน

เวลาในการอ่าน 0 นาที
แบ่งปัน

สาเหตุสำคัญของภาวะนี้เกิดจาก “สารอนุมูลอิสระ” ที่ไปรบกวนกระบวนการเผาผลาญน้ำตาลในร่างกาย ส่งผลให้เกิดการสะสมของสารส่วนเกินจากโปรตีนและน้ำตาล ซึ่งสามารถทำลายเซลล์และหลอดเลือดได้ เมื่อเกิดกระบวนการนี้ซ้ำๆ ต่อเนื่อง จะทำให้เส้นประสาทค่อย ๆ เสื่อมลง และนำไปสู่ภาวะ “โรคเส้นประสาทผิดปกติจากเบาหวาน (Diabetic Neuropathy)”

 

Revised_2.png

อาการของโรคเส้นประสาทผิดปกติจากเบาหวาน

อาการของโรคเส้นประสาทผิดปกติจากเบาหวานสามารถแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดและตำแหน่งของเส้นประสาทที่ได้รับความเสียหาย โดยทั่วไปสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก
1. กลุ่มที่ไวต่อความรู้สึกมากกว่าปกติ  
ผู้ป่วยอาจรู้สึกปวดเหมือนถูกเข็มทิ่ม ปวดแสบปวดร้อน รู้สึกเหมือนมีมดไต่ หรือมีอาการชาที่มือและเท้า แม้การสัมผัสจะไม่รุนแรง ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงาน

2. กลุ่มที่รับความรู้สึกลดลง
ผู้ป่วยอาจสูญเสียการรับความรู้สึก ไม่รู้สึกเจ็บปวด หรือแยกความแตกต่างของอุณหภูมิไม่ได้ ทำให้บาดแผลที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม จนเกิดการติดเชื้อที่รุนแรงขึ้นได้
ในบางรายอาจมีอาการทั้งสองรูปแบบร่วมกัน ดังนั้นหากมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

การรักษาโรคเส้นประสาทผิดปกติจากเบาหวาน

การรักษาโรคเส้นประสาทผิดปกติจากเบาหวานควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยมีแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม (Glycemic Control) ซึ่งสามารถทำได้โดยปรับพฤติกรรม เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดูแลสุขภาพเท้า และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงอย่างการดื่มแอลกอฮอล์หรือการสูบบุหรี่ การใช้ยาที่ช่วยรักษาที่สาเหตุของโรคเพื่อลดหรือกำจัดสารอนุมูลอิสระซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการทำลายเส้นประสาท และการใช้ยาบรรเทาอาการปวด แสบ หรือชา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้สะดวกและมีคุณภาพมากขึ้น

แผลเบาหวานที่เท้า: ความเสี่ยงและอาการ

ผู้ป่วยเบาหวานประมาณร้อยละ 15 อาจเกิดแผลที่เท้า และในกลุ่มนี้ร้อยละ 14–24 อาจต้องตัดขา แผลที่เท้ามีโอกาสเกิดซ้ำสูงถึง 50% ระยะแรกอาจไม่มีอาการ แต่เมื่อหลอดเลือดตีบตันมากขึ้น อาจปวดขาเวลาเดิน และระยะต่อมาอาจเกิดแผลหายยากหรือเน่าที่นิ้วเท้า ผู้ป่วยบางคนไม่มีอาการปวดจนแผลลุกลาม ทำให้เสี่ยงต่อการสูญเสียเท้า


การดูแลแผลเบาหวานที่เท้า
การดูแลเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวานเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันแผลและการติดเชื้อ ควรปฏิบัติดังนี้: ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ทำความสะอาดเท้าและตรวจเช็คฝ่าเท้าทุกวันเพื่อดูว่ามีแผล รอยถลอก หรือความผิดปกติอื่น ๆ ทาครีมบำรุงเพื่อป้องกันเท้าแห้งแตก (เว้นซอกนิ้วเท้า) รักษาเท้าให้แห้งเสมอ หากเท้าผิดรูปควรปรับรองเท้าให้เหมาะสม ตัดเล็บเท้าอย่างระมัดระวัง และหากมีผิวหนังหนาหรือแข็ง ควรตัดโดยผู้ชำนาญทุก 4–8 สัปดาห์ เลือกรองเท้าขนาดพอดี ไม่คับหรือหลวมเกินไป และสวมถุงเท้าเพื่อรักษาความชุ่มชื้นและลดการเสียดสี
 

แผลเบาหวาน: ทำความรู้จักกับแผลเบาหวาน

ผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดความเสียหายของเส้นประสาทและหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดแผลเบาหวาน แผลเบาหวานเป็นบาดแผลเรื้อรังที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้ป่วยเบาหวาน เกิดจากไขมันที่ไม่ถูกย่อยไปจับกับผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบ แข็ง และอุดตัน ส่งผลให้แผลเกิดขึ้นง่ายและหายช้า
ลักษณะของแผลเบาหวาน มักเกิดเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน โดยพบที่ปลายมือ ปลายเท้า หรือบริเวณที่รับน้ำหนักของร่างกาย โดยการที่แผลมีแนวโน้มจะหายช้าหรือเร็วนั้น ขึ้นกับภาวะของผู้ป่วยเบาหวาน หากผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นมาแล้ว 5–10 ปีขึ้นไปจะมีความเสี่ยงสูงในการเกิดแผล และยิ่งเป็นโรคนานหลายปี ความเสี่ยงก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น